วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การกระทำผิดกฎหมายละเมิด


การกระทำผิดกฎหมายละเมิด
         ปัจจุบันนี้บุคคลทั่วไปกระทำการผิดกฎหมายหลายอย่างโดยรู้สำนึกถึงการกระทำและไม่รู้สำนึกขณะกระทำที่จะไปกระทบสิทธิของบุคคลอื่นโดยไม่รู้ตัว แต่กฎหมายย่อมรับรองและคุ้มครองมีผลให้เกิดสิทธิและหน้าที่ผูกพันกันระหว่างบุคคลให้ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกฎหมายจึงให้สิทธิ เป็นกฎเกณฑ์ของสังคมเพื่อนำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษ แต่การกระทำความผิดละเมิดนั้นอาจจะเป็นเพียงการลงโทษให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่เพียงเท่านั้นเพื่อให้ผู้เสียหายกับคืนสู่สภาพดังเดิม และไม่เป็นการได้เกินกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายนั้นจะได้รับ   ไม่ถึงต้องลงโทษให้จำคุกหรือกักขังผู้กระทำความผิดที่กระทำการผิดกฎหมายละเมิด แต่เป็นการลงโทษเพื่อติเตียนไม่ให้เข้าไปเหลี่ยมลำสิทธิของบุคคลอื่นที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองนั้น บุคคลทั่วไปหน้าจะทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ต่างๆเบี่ยงต้นในการกระทำความผิดเพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ในการดำเนินชีวิต เพื่อป้องกันตนเองจากผู้อื่นและป้องกันตนเองไม่หลงไปกระทำความผิดเสียเอง
หัวใจหลักการกระทำผิดละเมิด
มาตรา 420 บัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ชีวิตร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
     จากมาตราดังกล่าวนี้เป็นหลักทั่วไปของการกระทำความผิดละเมิด สามารถแบ่งหลักเกณฑ์ได้ดังนี้
ผู้ใด หมายถึง บุคคลซึ่งต้องเป็นการกระทำโดยมนุษย์เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ที่มีการกระทำเกิดขึ้น
  การกระทำหมายถึง การเคลื่อนไหวในอิริยาบถโดยรู้สำนึกในการเคลื่อนไหว ถ้าเคลื่อนไหวโดยไม่รู้สำนึกหรือไม่รู้ตัว ไม่ถือเป็นการกระทำ เช่นคนนอนละเมอ คนเมาจนไม่ได้สติ เด็กที่ไร้เดียงสา
      โดยหลักการแล้วการไม่เคลื่อนไหวอิริยาบถไม่ถือเป็นการกระทำ แต่มีข้อยกเว้นว่าหากละเว้น หรืองดเว้นการกระทำบางอย่างที่ตัวเองมีหน้าที่แล้วไปละเว้นหรืองดเว้นให้เกิดความเสียหายแต่บุคคลอื่นถือว่ามีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นสามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้
หน้าที่ตามกฎหมาย
เป็นการบัญญัติว่าบุคคลใดมีหน้าที่อย่างไร แล้วไปเว้น หรืองดเว้นจนเกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ผู้ที่ละเว้นหรืองดเว้นต้องรับผิด เช่น สามีภรรยามีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน (ป.พ.พ.   ม. 1461)  บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา  (ป.พ.พ.  ม. 1563)
ข้อสังเกต
การละเลยต่อหน้าที่อันจะก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิดนั้นจะต้อง ไม่ใช้หน้าที่ทางศิลธรรม  ความรับผิดทางศิลธรรมไม่มีการบังคับ ผู้ใดผ่าฝืนพียงแต่ถูกติเตียนและเกิดความรู้สึกทางใจ ไม่ก่อให้เกิดความผิดทางแพ่งที่จะถูฏบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อย่างกรณีที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  374  เป็ฯการที่เห็ฯเขาตกอยู่ในภยันอันตราย แล้วไม่ช่วยเหลือ ถือว่าเป็ฯหน้าที่ทางศิลธรรม  ไม่มีหน้าที่ป้องกันชีวิตเขา การไม่ช่วยเหลือจึงไม่เป็นละเมิด ตามมาตรา  420
หน้าที่ตามสัญญา
เช่น  พีเลี้ยงรับเลี้ยงดูแลเด็ฏ บริษัทรับเหมาส้างทางมีหน้าที่ทำสัญณาณจราจร ให้รู้ว่าตรงไหนรถผ่านได้หรือไม่ได้
หน้าที่เกิดจากการกระทำครั้งก่อนของตน
ถ้าไม่มีการกระทำครั้งก่อนของตนเองแล้วก็ไม่มีหน้าที่ เช่น เห็นคนตาบอดเดินข้ามถนน เราไม่มีหน้าที่คุ้มครองป้องกันไปให้คนตาบอดถูกรถชน แต่หากไม่จูงคนตาบอดเดินข้ามถนน ระหว่างที่อยู่กลางถนนได้ปลอยคนตาบอดทิ้งไว้โดยลำพัง อย่างนี้ถือว่ามีหน้าที่ป้องกัน ไม่ให้คนตาบอดถูกรถชน การทิ้งคนตาบอดไว้กลางถนน และถูกรถชนตายถือว่าบุคคลนั้นกระทำละเมิดตาม มาตรา  420 เป็ฯการกระทำโดยงดเว้นที่เป็นผลต่อเนื่องจากการกระทำของตนเองครับ
            เราจะเห็นได้ว่าการกระทำละเมิดที่ทำให้เกิดสิทธิทางกฎหมายนั้นเกิดขึ้นจาการกระทำการ และงดเว้นกระทำนั้นเอง
การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
จงใจหมายถึงรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนการจงใจนั้นไม่เพียงแต่รู้สำนึกถึงการเคลื่อนไหวของตนเท่านั้นตี่ยังต้องรู้สึกถึงผลเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนอีกด้วย
            ดังนั้น การกระทำโดยหลงพิดหรือพลั้งพลาด หรือเข้าใจโดยสุจริตจึงไม่เป็นการจงใจ  ส่วนจะเป็นประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ต้องพิจารณาอีกเรื่องหนึ่ง การเข้าใจโดยสุจริตหมายความว่ามิดั้รู้สำนึกว่าจะเกิดผลเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้นเอง
            การรู้สำนึกในผลเสียหายจากการกระทำเท่านั้นก็เป็ฯการจงใจแล้ว  ไม่ต้องคำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น  อาจมากกว่าที่คิดก็ได้  เช่น  แดงชกต่อยดำต้องการสั้งสอน  บังเอิญล้มลงศรีษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย ถือแดงจะกระทำโดยจงใจ
           คำว่าจงใจกับคำว่า เจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำโดยเจตนาได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำ และขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น จากบทนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเจตนามีสองอย่าง คือเจตนาประสงค์ต่อผลกับเจตนาย่อมเล่งเห็นผล  เจตนาประสงค์ต่อผลตรงกับการจงใจทางแพ่ง คือการกระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำ และประสงค์ต่อผลคือความเสียหายที่เกิดส่วนเจตนาย่อมเล็งเห็นผลไม่ตรงกับคำว่าจงใจในทางแพ่งเพราะการกระทำไม่ได้รู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำนั้น ดูคดีที่เป็นอุทาหรณ์ตัวอย่างกันที่เกิดขึ้นมาแล้วครับ
          ฏีกาที่  3431/2535   การที่จำเลยที่ 2 ใช้ปืนที่เป็นอาวุธรายแรงยิงไปทางกลุ่มผู้เสียหายซึ่งมีอยู่ประมาณ  10  คน  โดยไม่ใยดีว่ากระสุนปืนจะถูกผู้ใดหรือไม่  แม้จะเป็นการยิงเพียงนัดเดียวก็อาจถูฏผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ จึงเป็ฯการที่ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า
คำพิพากษาฏีกานี้ได้วินิจฉัยในคดีอาญาว่า      การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าโดยย่อมเล็งเห็นผลเพราะจำเลยไม่มีเหตุโกรธเคืองถึงกับฆ่าผู้ผู้เสียหาย  แต่เพราะเมาสุราแล้วไปเขม่นนักร้องหญิงที่ไปกนังคุยอยู่กับโต๊ะผู้เสียหาย ก็เลยยิงเข้าไปในกลุ่มผู้เสียหายแบบส่งๆ  กระสุนปืนถูกผู้เสียหายตามคำพิพากษานี้มาเปรียบเทียบในคดีแพ่งเรื่องละเมิดก็จะเห็ฯได้ชัดว่าเขาไม่ประสงที่จะฆ่า เขาไม่ได้สำนึกว่าผลเสียหายจะเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดของเขา อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยจงใจ  แต่การกระทำนั้นถื่อว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
              ประมาทเลินเล่อหมายถึงการกระทำโดยจงใจ    แต่ได้ทำโดยขาดความระมัดระวังตามสมควรรวมทั้งกระทำในลักษณะที่บุคคลผู้มีความระมัดระวังจะไม่กระทำด้วย
                สรูป
จากที่ได้กล่าวมาดังกล่าวข้างตนนั้นเป็นเพียงเกร็ดความรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและตัวอย่างที่ยกกล่าวมานั้นเป็นการกระทำกระทบสิทธิของบุคคลอื่นที่กฎหมายรับรองและคุ้มครอง ทั้งการกระทำโดยจงใจหรือการกระทำโดยประมาทที่บทกฎหมายบัญญัติไว้ให้บุคคลต้องรับผิดจากผลของการกระทำของตนเอง จากตัวอย่างคำพิพากษาที่ยกมา จะเห็นว่าเป็ฯการกระผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งแต่จะขอกล่าวในทางแพ่งมาผู้กระทำดังกล่าวจะต้องชดใช่ค่าสินใหมทดแทนและสุดท้ายนี้หากมีคดีเกิดขึ้นนะครับเราต้องการดำเนินคดีเราจะต้องดำเนินการภายในสิบปีอายุความแพ่ง มาตรา  193/30

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การทำนิติกรรมสัญญา


การทำนิติกรรมสัญญา

ในชีวิตประจำวันของบุคคลนั้น  จะมีจำต้องเกี่ยวข้องอยู่กับ  กฎหมายไม่มาก  ก็น้อย  เช่น  เรื่องซื้อขาย  กู้ยืม  จำนอง  จำนำ  แบ่งทรัพย์สินกับ ฯลฯ  เป็นต้น  และมักมีปัญหาอยู่เสมอ  อาจเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ความไม่รู้เรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้  หรือถูกหลอกลวงเป็นต้น   มีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้

1.    ต้องพิจารณาความสามารถของคู่สัญญาเสียก่อนว่า  กฎหมายให้สิทธิกระทำได้หรือไม่  เช่น
            เป็นผู้เยาว์หรือไม่  คืออายุยังไม่ครบ  20  ปีบริบูรณ์  แต่หากสมรสกัน (จดทะเบียนสมรส)  เมื่ออายุครบ  17  ปีบริบูรณ์         ก็ไม่เป็นผู้เยาว์อีกต่อไป
            มีคู่สมรสหรือไม่  หรือหากมีแล้วในบางกรณีอาจ       จะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง  ปัจจุบันกรณีนี้          มีปัญหามาก
            เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่  เช่น  ศาลสั่งเป็น              คนไร้ความสามารถ  คือ  คนประเภท  บ้า  วิกลจริต  เป็นต้น
2.    ต้องพิจารณาว่าเป็นผู้สิทธิหรือมีอำนาจทำสัญญาได้หรือไม่    เช่น
            เป็นเจ้าของบ้านที่ดินจริงหรือไม่  เช่น  ต้องดูจากโฉนดมีชื่อใครดูจากบัตรประจำตัวประชาชน  เป็นต้น
            หากเป็นผู้รับมอบอำนาจมีหลักฐานการรับมอบอำนาจหรือไม่
เป็นผู้แทนของนิติบุคคล  เช่น  ของห้างหุ้นส่วนบริษัทสมาคมหรือไม่   และมีหนังสือกำหนดว่า   ในการจะ                ทำอะไรต้องมีกรรมการกี่คน  ลงชื่อต้องประทับตราหรือไม่      วิธีง่าย ๆ  ก็ต้องขอหลักฐานจากทางราชการให้แน่นอน    เสียก่อน
            หากเป็นคนต่างด้าว  ก็ต้องดูว่ามีสิทธิได้แค่ไหนเพียงใดปัญหามีบ่อย ๆ คือ  เรื่องการซื้อขายที่ดิน
3.    เกี่ยวกับทรัพย์ที่จะทำสัญญา  ก็มีความสำคัญเช่นกัน  ต้องตรวจสอบดูให้ดี  เช่น  ที่ดิน  ก็ต้องไปดูให้แน่ ๆ  ว่าอยู่ที่ไหนโดยสอบถามจากพนักงานที่ดิน  หากจะให้ดีที่สุดก็ขอให้มีการรังวัดตรวจสอบก่อน  เคยมีบ่อย ๆ ผู้ขายไปชี้ว่าอยู่ติดถนนที่ไหนได้พอซื้อแล้วปรากฏว่าอยู่ห่างจากถนนเป็นสิบกิโลเมตรมิหนำซ้ำเป็นที่ลุ่มน้ำขังตลอดปี  ไม่มีทางเข้า  ทำอะไรไม่ได้หรืออยู่ถนนแต่มีที่คนอื่นอยู่ด้านใน  หรือบางทีที่ติดจำนองขายฝาก  ติดภาระจำยอม  หรืออยู่ใกล้โรงงาน  ใกล้แหล่งเสื่อมโทรม      ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัญหาทั้งสิ้น
4.    ต้องพิจารณาตัวบุคคลด้วย  ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิหรือมี    อำนาจทำตามสัญญาได้  เช่น  เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น  เป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจหรือเป็นผู้รับมอบอำนาจ    ว่าจะเชื่อถือได้แค่ไหนเพียงไร  เคยมีบ่อย    พอทำสัญญา      ขายให้คนนี้แล้วต่อมาก็เอาทรัพย์สิ่งเดียวกันนี้ไปทำสัญญา     ขายให้คนอื่นอีก  ทำให้เกิดปัญหาภายหลัง  หรือเช่าซื้อที่ดิน  ครั้นส่งครบ  ปรากฏว่าที่ดินซึ่งเช่าซื้อนั้นติดจำนอง  หรือ        ไม่ยอมโอนให้เขาอุตสาห์ส่งมาเป็นสิบปีด้วยมีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น  เป็นต้น


5.    การเข้าทำสัญญา  เรื่องนี้สำคัญเช่นกัน  จะต้องอ่านข้อความ     ในสัญญาให้ดีว่าเอารัดเอาเปรียบกันหรือไม่มีข้อที่จะทำให้เสียหายหรือไม่  ไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้รู้กฎหมายเสียก่อน       เช่น ปรึกษาทนายความนิติกรและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย   อื่น ๆ   เป็นต้น   อย่าประมาท   การซื้อขายทรัพย์สินราคาเป็นหมื่นแสนยิ่งจำเป็นเมื่อแน่ใจแล้วจึงทำสัญญา
6.    การลงมือทำสัญญา  เช่น  กรอกข้อความควรให้ชัดเจน  ที่ไหนไม่ต้องการก็ขีดออกไปโดยคู่สัญญาลงชื่อก็กำกับไว้ตรวจดูให้เรียบร้อยว่าถูกต้องตรงกับความประสงค์หรือไม่  เมื่อถูกต้อง   ตรงกับความประสงค์แล้ว  จึงลงลายมือชื่อในช่องคู่สัญญา
7.    การลงชื่อในสัญญาสำคัญเช่นกัน  ต้องดูว่าลงในฐานะอะไร    เคยมีบ่อย ๆ  ลงชื่อผิด  เช่น  เป็นผู้แทนลงชื่อในนช่องผู้ซื้อกลับกัน  ผู้ซื้อลงชื่อในช่องผู้ขาย  หรือเป็นพยานแต่ลงชื่อใน  ช่องผู้ซื้อ  เป็นต้น  กรณีต้องพิมพ์นิ้วมือ  ก็ต้องมีพยานรับรองอย่างน้อยสองคน  ควรได้ลงชื่อรับรองทันทีและระบุให้ชัดเจนว่าเป็นพยานรับรองในเรื่องนี้  จะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง

อนึ่ง  ลงชื่อในสัญญานี้  เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน  ต้องตรวจดู     ให้ดีและควรลงทั้งสองฝ่าย  ไม่ว่ากฎหมายจะบังคับหรือไม่ก็ตาม  และ       ควรมีพยานด้วยซึ่งมาจากทั้งสองฝ่าย
8.    แบบของสัญญานี้อาจต้องทำเองหรือซื้อจากที่เขาทำจำหน่าย  หากจะให้ดีก็ควรจะปรึกษานักกฎหมายอาชีพ  เช่น  ทนาย  ความหรือที่ปรึกษากฎหมายขอให้เขาทำให้จะเสียค่าใช้จ่าย     บ้างก็ยังดีกว่าที่จะทำไปไม่ถูกต้องซึ่งอาจเสียหายมากมายรายละเอียดของสัญญาควรมี

            สถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำสัญญา
                        ชื่อ นามสกุล อายุ ตำบลที่อยู่ อาชีพของคู่สัญญา      ตลอดจนหลักฐานแสดงตัว  บุคคลควรระบุไว้ด้วย
            ข้อความในสัญญาเป็นเรื่องอะไรมีรายละเอียดอย่างไร     เช่น  เกี่ยวกับทรัพย์ตกลงกันอย่างไร  เช่น  การชำระเงิน        การไปโอนเมื่อไร  ข้อความในสัญญาอาจแยกเป็นข้อย่อย    เพื่อความเข้าใจง่ายหรือให้รายละเอียดก็ได้
8.4           กำหนดความรับผิด  เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา
8.5           การลงลายมือชื่อคู่สัญญา  ลงลายมือชื่อพยาน

9.    ข้อแนะนำอื่น ๆ  กระดาษอุปกรณ์ใช้  เช่น  ปากกา  ควรใช้     กระดาษอย่างดี  เพราะต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน  ปากกาเขียน        ควรใช้ด้ามเดียวตลอดในการเขียนสัญญา  ผู้เขียนสัญญาเช่นกัน    ใครเป็นผู้เขียนก็เขียนตลอดและควรระบุว่าเป็นผู้เขียนสัญญา       ด้วย  และควรเขียนให้พอดีกับกระดาษ  เช่น  ไม่เขียนต่ำเกินไป    หรือสูงเกินไป   ทำให้เหลือที่ว่างมากอาจเกิดความสงสัยกันขึ้น      ว่าเป็นเอกสารปลอม  เป็นต้น   และขอเน้นว่า    ก่อนลงลายมือชื่อต้องอ่านดูข้อความให้ดีเสียก่อนว่าเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่  เมื่อถูกต้องตามความต้องการแล้วจึงลงชื่อ

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสัญญาแบบง่าย ๆ เพื่อเป็นแนวทางหาก            จะให้ละเอียดตามต้องการก็เพิ่มเติมเอา  อย่างไรก็ดี  หากไม่แน่ใจ              ควรปรึกษานักกฎหมายหรือผู้รู้  เช่น  พนักงานที่ดิน  นิติกร  ทนายความ  เป็นต้น   จะปลอดภัยกว่าสัญญาเหล่านี้ใช้เป็นแนวในการเขียน               สัญญาอื่น ๆ ได้

 

1.    สัญญากู้ยืม

ทำที่..............................................
วันที่.............เดือน............................พ.ศ..................

ข้าพเจ้า.......................................................................อายุ.................ปี
อยู่ที่.................ตรอก/ซอย....................................ถนน.....................................
ตำบล...........................อำเภอ...................................จังหวัด.............................
ขอทำหนังสือฉบับนี้ไว้ให้แก่   นาย / นาง / นางสาว  ข้าพเจ้าได้กู้เงินผู้ให้กู้ ไปเป็นเงิน..........................บาท (....................................................................)
และได้รับเงินจำนวนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว   ตั้งแต่วันที่ลงสัญญาฉบับนี้  โดยข้าพเจ้ายินยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ร้อยละ                 15                ต่อปี (ร้อยละห้าสลึงหรือชั่งละหนึ่งบาทต่อเดือน)
          ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะชำระเงินต้นคืนแก่ผู้กู้ให้เสร็จสิ้นไปภายใน      วันที่................เดือน................................พ.ศ........................  ส่วนดอกเบี้ยนั้นข้าพเจ้าจะชำระให้แก่ผู้กู้ภายในวันที่....................................ของทุก    เดือนจนกว่าจะชำระเงินต้นเสร็จสิ้นไป
                หากข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ข้างต้นข้าพเจ้ายินยอม    ให้ผู้กู้บอกเลิกสัญญา   และเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระคืนได้       ทันที



ลงชื่อ....................................................................................ผู้กู้
ลงชื่อ....................................................................................ผู้ให้กู้
ลงชื่อ....................................................................................พยาน
ลงชื่อ....................................................................................พยาน





2.    สัญญาค้ำประกัน

ทำที่..........................................................
วันที่.............เดือน..................................พ.ศ.........................

ข้าพเจ้า.......................................................................อายุ.................ปี
อยู่ที่............ตรอก/ซอย...................................ถนน...........................................
ตำบล...........................อำเภอ..................................จังหวัด..............................
ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า  ผู้ค้ำประกัน  เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญมีข้อความดังต่อไปนี้
                ข้อ  1.  ตามที่นาย / นาง / นางสาว  ...................................................
( ซึ่งต่อไปในที่นี้จะเรียกว่า  ผู้กู้ ) ได้กู้เงินผู้ให้กู้เป็นเงิน..................บาท
(......................................) ตามสัญญากู้ยืมฉบับลงวันที่.........เดือน..................
พ.ศ............................นั้น ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันผู้กู้โดยขอสัญญาว่าถ้าผู้กู้ผิดนัดไม่ใช้เงินให้แก่ผู้กู้หรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง   จนเป็นเหตุ       ให้ผู้กู้บอกเลิกสัญญากู้  และเรียกเงินให้ผู้กู้ชำระหนี้แล้วผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระเงินบรรดาที่ผู้กู้ค้างชำระให้แก่ผู้ให้กู้  รวมทั้งดอกเบี้ย  ค่าฤชา     ธรรมเนียม   ค่าภาระติดพัน   และค่าเสียหายใด    ทั้งสิ้น ให้แก่ผู้กู้จนครบถ้วนในทันที    โดยผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องเอาจากผู้กู้โดยตรง   ก่อนก็ได้
                ข้อ  2.  ถ้าผู้ให้กู้ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่ผู้กู้  โดยจะแจ้ง     หรือไม่แจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก็ตาม   ผู้ค้ำประกันเป็นอันยอมตกลงด้วยกันการให้ผ่อนเวลาเช่นนั้นทุกครั้ง  และมิให้ถือเอาการผ่อนเวลาเช่นว่านั้น      เป็นเหตุปลดเปลื้องความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นอันขาด


ข้อ  3.   เพื่อเป็นหลักประกันความผิดตามสัญญานี้  ผู้ค้ำประกัน      ขอมอบ....................................................................ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ค้ำประกันแต่ผู้เดียวให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกันจนกว่าผู้ให้กู้ได้รับชำระหนี้    ที่ค้างชำระเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
                ผู้ค้ำประกันได้เข้าใจข้อความในสัญญานี้ตลอดแล้ว  จึงลงลายมือ    ชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน

ลงชื่อ.................................................................ผู้ค้ำประกัน
ลงชื่อ........................................................................พยาน
ลงชื่อ........................................................................พยาน


3.    สัญญาซื้อขายที่ดิน

ทำที่...............................................
วันที่............เดือน.......................พ.ศ........................
                สัญญาทำขึ้นระหว่าง.....................................................อายุ.............ปี
ตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่.................ถนน................................ตำบล.......................
อำเภอ.........................จังหวัด........................ซึ่งต่อไปนี้ในสัญญานี้จะเรียกว่า
ผู้ขาย  ฝ่ายหนึ่ง  กับ.....................................................................................
อายุ................ปี  ตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่...........................ถนน...........................
ตำบล..............................อำเภอ................................จังหวัด.............................
ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า  ผู้ซื้อ  อีกฝ่ายหนึ่ง  ทั้งสองฝ่ายได้ตกลง   ทำสัญญากันดังมีข้อความต่อไปนี้
                ข้อ  1.  ผู้ขายตกลงขายและผู้ซื้อตกลงซื้อที่ดินรวม....................แปลง
หมายเลขแผนผัง  ที่........................  ดังปรากฏตามแผนผังท้ายสัญญานี้  เนื้อที่ประมาณ.........................ตารางวา  ซึ่งอยู่ที่ตำบล..............................................
อำเภอ.............................................    จังหวัด....................................................
เป็นเงินรวมทั้งสิ้น..................................บาท (................................................)
          ข้อ  2.  ผู้ซื้อได้ชำระ  และผู้ขายได้รับเงินมัดจำไว้จากผู้ซื้อในวันทำสัญญานี้แล้วเป็นเงิน.......................บาท  (.......................................................)
โดยชำระด้วย.....................................................................................................
                ข้อ  3.  ราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกจำนวน......................................บาท
(......................................................)  ผู้ซื้อตกลงจะผ่อนชำระให้    ภูมิลำเนา
ของผู้ขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด..................ปีโดยชำระเป็นรายเดือน ๆ ละ
...............................บาท (........................................)  การชำระให้ชำระภายใน
วันที่...........ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือน.....................พ.ศ...............เป็นต้นไป
                ข้อ  4.  ผู้ขายอนุญาตให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองใช้สิทธิปลูกสร้างในที่ดินแปลงที่ซื้อขายกันได้ตามต้องการของผู้ซื้อนับตั้งแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป

                ข้อ  5.  ในระหว่างการผ่อนชำระค่าที่ดินเป็นรายเดือนนี้  หากผู้ซื้อ   มีความประสงค์จะโอนสิทธิการซื้อขายตามสัญญานี้ให้แก่บุคคลอื่นผู้ซื้อต้องขอความยินยอมจากผู้ขายก่อนและผู้ซื้อจะยอมให้ผู้ขายมีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมการทำสัญญาเปลี่ยนตัวผู้ซื้อจากผู้รับโอนได้เป็นเงิน...........................บาท  (.................................................................)
                ข้อ  6.  ผู้ขายสัญญาว่าจะจัดการก่อสร้างถนน.....................................
ขนาดกว้าง................................เมตร  ให้ผ่านหน้าที่ดินที่ซื้อขาย   พร้อมทั้งจะ
ติดตั้งสายไฟฟ้า  และท่อน้ำประปา  ให้ผ่านหน้าที่ดินแปลงที่ซื้อขายกันตามสัญญานี้ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด.....................เดือน  นับแต่วันทำสัญญานี้
                ข้อ  7.  หากผู้ขายผิดสัญญา  ผู้ซื้อมีสิทธิบังคับซื้อ  และเรียกค่าเสียหายได้และหากผู้ซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินที่ค้างตามงวดที่กำหนดไว้ผู้ซื้อยินยอมให้ถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญายอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำและเงินผ่อนชำระไว้ทั้งหมดนั้นได้  และผู้ซื้อต้องส่งมอบที่ดินคืนให้แก่ผู้ขายตามสภาพที่ได้มอบไปจากผู้ขาย
                ข้อ  8.  ผู้ขายสัญญาว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อขายกันตามสัญญานี้  ให้แก่ผู้ซื้อให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยภายในกำหนด.............................วันนับแต่วันที่ได้ชำระเงินงวดสุดท้ายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว

                สัญญานี้ทำขึ้นสองฉบับ   มีข้อความถูกต้องตรงกัน  คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจข้อความในสัญญานี้ดีตลอดแล้ว  จึงได้ลงลายมือชื่อให้ไว้เป็นสำคัญต่อพยาน  และยึดถือไว้เป็นหลักฐานฝ่ายละฉบับ

ลงชื่อ.......................................................ผู้ซื้อ
ลงชื่อ.......................................................ผู้ขาย
ลงชื่อ........................................................พยาน
ลงชื่อ........................................................พยาน





4.    สัญญานายหน้า
ทำที่.................................
วันที่.............เดือน.........................พ.ศ.....................
                ข้าพเจ้า.................................อายุ.................ปี  อยู่ที่.............................
ตรอก/ซอย..............ถนน..................ตำบล....................อำเภอ.........................
จังหวัด..............................ขอสัญญาไว้กับ.............................อายุ..................ปี  อยู่ที่...............ตรอก/ซอย....................ถนน......................ตำบล.......................
อำเภอ.....................จังหวัด...................ซึ่งต่อไปในที่นี้จะเรียกว่า นายหน้า
มีข้อความดังต่อไปนี้
                ข้อ  1.  ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะขายที่ดินโฉนดที่.............................
ตำบล..................อำเภอ.......................จังหวัด....................จึงมอบให้นายหน้า
เป็นผู้ติดต่อชี้ช่อง เพื่อให้ข้าพเจ้าเข้าทำสัญญากับผู้ซื้อที่ดินแปลงนี้เสร็จสิ้นไป
                ข้อ  2.  ถ้าข้าพเจ้าสามารถขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ    ตามที่นายหน้าชี้ช่อง
ให้ได้ในราคาไม่ต่ำกว่า.............................บาท  (.............................................)
ข้าพเจ้ายินยอมจ่ายค่านายหน้าให้แก่นายหน้าในอัตรา.....................เปอร์เซ็นต์
ของเงินจำนวนที่กล่าวมาแล้ว
                ข้อ  3.  ถ้านายหน้าสามารถชี้ช่องให้ข้าพเจ้าขายที่ดินรายนี้ได้ราคาสูงกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ  2  ข้าพเจ้ายินยอมยกเงินส่วนที่เกินนี้ให้แก่นายหน้า  แต่นายหน้าต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์  ค่าฤชากร ค่าภาษี  และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ  ที่ทางราชการเรียกเก็บจากจำนวนเงินส่วนที่เกินนี้ด้วยตนเองทั้งสิ้น
                ข้อ  4.  การชำระค่านายหน้า   ข้าพเจ้าจะชำระหนี้ให้ทันทีที่ข้าพเจ้าได้เข้าทำสัญญาซื้อขายกับผู้ซื้อ  และรับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว
                ข้อ  5.  สัญญานายหน้าฉบับนี้  มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่.....................
เดือน.............................พ.ศ....................

ลงชื่อ.......................................................ผู้ให้สัญญา
ลงชื่อ.......................................................นายหน้า
ลงชื่อ........................................................พยาน
ลงชื่อ........................................................พยาน

5.    หนังสือแสดงความยินยอมของคู่สมรส

ทำที่.................................
                หนังสือนี้แสดงว่า  ข้าพเจ้า..................................................................
อายุ..............................ปี  ยินยอมให้.................................................................
ซึ่งเป็นคู่สมรสของข้าพเจ้าและซึ่งมีอายุ.........................................................ปี
ทำนิติกรรม  และ  หรือกิจการดังต่อไปนี้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของข้าพเจ้าอีก
                ..............................................................................................................
                ..............................................................................................................
ข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ  เมื่อวันที่.............เดือน............................
พ.ศ................  และขอรับผิดชอบในกิจการ  หรือนิติกรรมที่คู่สมรสของข้าพเจ้ากระทำลงไปทุกประการ



ลงชื่อ..............................................คู่สมรสผู้ให้ความยินยอม
ลงชื่อ...............................................พยาน